Heimatgeschichte · Sankhaburi ·

อำเภอสรรคบุรี: ประวัติศาสตร์

บริเวณลุ่มน้ำภาคกลาง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มแม่น้ำน้อยเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง จึงปรากฏการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ชุมชนต่าง ๆ เหล่านั้นได้พัฒนา ตัวเองกระจายอยู่ตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำท่าจีน และลุ่มน้ำน้อย โดยบางชุมชนมีความเป็นปึกแผ่น เจริญขึ้น และบางชุมชนก็เสื่อมลงตามเหตุปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ในสมัยทวารวดีการคมนาคมส่วนใหญ่ใช้เส้นทางคลองหัวหนอง ได้ทำให้เกิด บ้านเมืองเจริญขึ้นตามเส้นทางลำน้ำเก่านี้หลายแห่ง ต่อมาในสมัยลพบุรีซึ่งหันมาใช้แม่น้ำน้อยเป็น เส้นทางคมนาคมหลักก็ได้เกิดชุมชนเจริญขึ้นตามลำน้ำน้อยหลายแห่งเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ศรีศักร วัลลิโภดม สันนิษฐานว่า แรกเริ่มการอยู่อาศัยเป็นชุมชนน่าจะอยู่บริเวณเมืองโบราณ ทางตะวันออกห่างจากเมืองสรรคบุรี ประมาณ 6 กิโลเมตร และย้ายมาบริเวณเมืองโบราณ บ้านดงคอน ที่อยู่ห่างจากเมืองสรรคบุรีในปัจจุบัน ประมาณ 3.5 กิโลเมตร เพราะท่นั่นพบ หลักฐานเศษอิฐ และโบราณสถานสมัยลพบุรี ซึ่งทับหลังศิลาจำหลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ที่ถูกนำมาติดไว้ที่หลังพระประธาน (หลวงพ่อฉาย) ในวัดพระแก้วในเมืองสรรคบุรี ก็น่าจะถูกนำมา จากเมืองโบราณแห่งที่กล่าวถึงนี้ ในท้ายที่สุดการเจริญขึ้นเป็นบ้านเมืองได้ปรากฏอยู่ในบริเวณซึ่งลำน้ำทั้งสองแห่ง ไหลผ่าน และได้เกิดเป็นเมืองที่มีผังเมืองที่ค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากมีการขยายขอบเขต และร่น ขอบเขตของเมืองหลายครั้ง

เมืองในยุคนี้มีขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นเมืองอกแตกที่มีลำน้ำผ่านกลางเมือง โดยได้ปรากฏหลักฐานเป็นครั้งแรกที่กล่าวถึงเมืองแพรกศรีราชา ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นเมือง เดียวกับเมืองสรรคบุรี ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ด้านที่ 4 บรรทัดที่ 20-21) ได้ปรากฏจารึกเกี่ยวกับพระราชอำนาจของพระองค์ ซึ่งเขียนแบบปัจจุบันได้ความว่า
“…หาคนจักเสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าเสีก มีเมืองกว้างช้าง หลาย ปราบเบื้องตะวันออกรอดสระหลวง ลุมบาจาย สคา เท้าฝั่งของ เถิงเวียงจันทน์เวียงคำเป็นที่แล้ว เบื้งหัวนอนรอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบูรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว เบื้องตะวันตก รอดเมืองฉอด เมือง…”
ทั้งนี้ นักวิชาการโดยส่วนใหญ่เชื่อว่าเมืองแพรกตามจารึก คือเมืองเดียวกัน กับเมืองสรรคบุรี ดังที่ศรีศักร วัลลิโภดม ได้กล่าวไว้ว่า
“แพรกศรีราชาเป็นชื่อเมืองที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 และในเอกสารโบราณอื่น เช่น กฎหมายลักษณะลักพาสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ในสมัยหลังๆ ลงมา ชื่อเมืองนี้หายไป แต่มีผู้สงสัยว่า เมืองนี้ต่อมาคือเมืองสรรคบุรี เมืองแพรกศรีราชาหรือสรรคบุรีเป็นเมืองเดียวกันเจริญขึ้น เป็นเมืองสำคัญในลุ่มแม่น้ำน้อยตั้งแต่สมัยลพบุรี...ทั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ แพรกศรีราชาหรือสรรคบุรี เป็นแหล่งศิลปกรรมแบบอู่ทอง เป็นลักษณะของศิลปและวัฒนธรรมของอาณาจักรสุพรรณภูมิ และอโยธยา ซึ่งมีอายุอยู่ในสมัยก่อนสร้างพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานีในลุ่มน้ำเจ้าพระยา”
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าในสมัยกรุงสุโขทัย เมืองสรรคบุรีในนามของเมืองแพรกศรีราชา จึงเป็นเมืองชายแดนของแคว้น 3 แคว้น คือ แคว้นสุโขทัยทางเหนือ แคว้นอโยธยา หรือละโว้ ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ และแคว้นสุพรรณภูมิทางด้านตะวันตกและทางใต้ ทั้งนี้หลักฐาน สำคัญอีกประการหนึ่งของการเป็นเมืองภายใต้อิทธิพลของแคว้นสุโขทัยก็คือ เจดีย์ทรงดอกบัวกลม (พุ่มข้าวบิณฑ์) เป็นศิลปกรรมสุโขทัย ซึ่งที่เมืองสรรคบุรีนี้พบเจดีย์ทรงดอกบัวกลมที่วัดโตนดหลาย และเป็นเจดีย์ทรงดอกบัวกลมร่วมยุคสุโขทัยองค์ที่อยู่ใต้สุดของประเทศ
ภายหลังเมื่ออิทธิพลของสุพรรณภูมิมีมากขึ้นและได้ขยายอิทธิพลมาถึง ชัยนาท เมืองแพรกศรีราชาหรือเมืองสรรคบุรีจึงเกิดลักษณะศิลปกรรมแบบผสมผสานระหว่าง สกุลช่างสุโขทัยสุพรรณภูมิ และอยุธยา เช่น เจดีย์วัดพระแก้ว เจดีย์วัดพระยาแพรก พระปรางค์ทรงกลีบมะเฟืองวัดมหาธาตุเมืองสรรคบุรี และเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ศิลปะสุโขทัย ที่วัดโตนดหลาย เมืองสรรคบุรี …

von Fremdinhalte · Regionauts

Quelle: Text: Wikipedia – „อำเภอสรรคบุรี“, Autorinnen und Autoren (Versionsgeschichte), CC BY-SA 4.0