อำเภอนาหว้า: ประวัติศาสตร์
การสร้างบ้านแปงเมืองนาหว้า เกิดขึ้นเมื่อครั้งไทญ้อจากเมืองหงสา แขวงไชยบุรี และไทญ้อจากทางตอนเหนือของแขวงหลวงพระบาง ที่ได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองหลวงปุงลิง แขวงคำม่วน และบริเวณปากแม่น้ำสงคราม ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน ได้เคลื่อนย้ายอพยพอีกครั้ง เพื่อหาทำเลสร้างเมืองใหม่ จนมาพบทำเลบริเวณบ้านนาหว้าในปัจจุบัน ชาวไทญ้อพบว่ามีเจดีย์เก่าแก่ที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด ลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ฐานเจดีย์กว้างด้านละประมาณ 7 เมตร เท่ากันทั้งสี่ด้าน สูงประมาณ 30 เมตร ฐานซ้อนกันเป็นชั้น ๆ อิฐที่ใช้ทำการก่อสร้างเป็นอิฐขนาดใหญ่ มีซุ้มจตุรมุข เชื่อว่าแต่เดิมคงมีพระพุทธรูปโบราณประดิษฐานอยู่
พระธาตุเจดีย์องค์นี้มีลักษณะคล้ายกับ "เจดีย์วัดศรีบุญเรือง" บ้านเวียงคุก หรือเจดีย์วัดนาค ชานนครหลวงเวียงจันทน์ สันนิษฐานว่าอาจสร้างรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เจดีย์ในอีสานสมัยโบราณส่วนใหญ่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จากกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ได้แก่ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช (เจ้าเชษฐวังโส) พระเจ้าบัณฑิตโพธิสาร หรือพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (ตำนานธาตุโพน เรียกพระยาแสนหลวงนคร ตำนานธาตุพนม เรียก พระเจ้านครหลวงพิชิตทศทิศราชธานีศรีโคตรบูรหลวง หรือพระเจ้าชัยวงศาราชบุตรมหาฤาไชยไตรทศฤาเดชเชษฐบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวงก็เรียก นามเดิมคือ เจ้าองค์หล่อ) และพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช เป็นต้น
พระธาตุเก่าบ้านนาหว้านี้ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่รุ่นปู่ย่าตาทวดได้ไปค้าขายทางพม่าตอนใต้ มีผู้ถามถึงพระธาตุเจดีย์บ้านนาหว้า และบอกว่าสมัยรุ่นปู่ย่าตาทวดของพวกเขาเคยอยู่บ้านนาหว้าและเคยบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ แต่ได้ถูกพม่ากวาดต้อนเป็นเชลยไปอยู่เมืองพม่า พ.ศ. 2436 (ก่อนเกิดเรื่องผีบุญ พ.ศ. 2443 / 7 ปี) ต่อมาในฤดูหนาวพระธาตุเจดีย์องค์นี้ได้หักพังลง โดยหักพังไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ (จากคำบอกเล่าของอาจารย์ดอน รักษาเคน ซึ่งได้รับการบอกเล่าต่อมาจากปู่ คือ ทิดโคง โดยเล่าว่าขณะที่พระธาตุหักพังลงมานั้น ทิดโคงกำลังนั่งผิงไฟอยู่ใต้ต้นมะขาม) โดยหักพังลงเป็นระยะความสูงจากระดับดินประมาณ 5 เมตร
ครูสนธิ์วงศพัศน์ ซึ่งเคยเขียนประวัติบ้านนาหว้า และวัดธาตุประสิทธิ์ ในหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระครูประสิทธิ์ศึกษากร (สิงห์ ธ มมวโร) กล่าวไว้ว่าตนบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. 2494 เคยขึ้นไปทำความสะอาดบนฐานเจดีย์ที่หักมีต้นไม้เล็ก ๆ และหญ้าปกคลุมอยู่บนบาตรขนาดใหญ่หลายใบตั้งอยู่ภายใน บาตรแต่ละใบพบพระพุทธรูปทองคำพระพุทธรูปบุด้วยแผ่นเงิน พระพุทธรูปเงินโบราณพระพุทธรูปทำด้วยว่านเกสรดอกไม้หุ้มเงินหุ้มทองพระพุทธรูปทรงเครื่องและพระพุทธรูปดินเผามีขนาดแตกต่างกันจำนวนหลายองค์)
พ.ศ. 2499 พระครูประสิทธิ์ศึกษากร (สิงห์ ธ มมวโร) เจ้าอาวาสวัดธาตุประสิทธิ์ในขณะนั้นได้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่ได้ย้ายเศษอิฐและรื้อฐานเจดีย์องค์เก่าออกให้ได้ระดับเดียวกันกับพื้นดินจึงได้รวบรวมพระพุทธรูปทองคำพระพุทธรูปบุด้วยแผ่นเงินพระพุทธรูปเงินโบราณพระพุทธรูปทำด้วยว่านเกษรดอกไม้หุ้มเงินหุ้มทอง พระพุทธรูปทรงเครื่อง และพระพุทธรูปดินเผาจากฐานเจดีย์องค์เดิม เมื่อพิจารณาจากลักษณะองค์พระพุทธรูปแต่ละองค์แล้วพบว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างต่างยุคต่างสมัยกันแต่มีพระพุทธรูปหลายองค์ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปที่พบในวัดพระธาตุพนมสันนิษฐานว่าอาจมาจากบริเวณเดียวกันและนอกจากนี้ยังพบเครื่องใช้เครื่องประดับและของมีค่าจำนวนมากซึ่งชาวบ้านที่มาอยู่ก่อนและร่วมกันสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นมา คงได้นำมาบรรจุลงไว้ในฐานพระธาตุเพื่อเป็นที่สักการะบูชาของชุมชน
จากนั้นจึงได้มีการบูรณะโดยได้สร้างเจดีย์ลักษณะอย่างองค์พระธาตุพนม ลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 7.20 เมตร วัดโดยรอบฐาน 24.50 เมตร สูง 24.52 เมตร มีประตูเปิด - ปิด 2 ด้านและได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุรวม 14 พระองค์และดินจากสังเวชนียสถาน 4 แห่งจากประเทศอินเดียและเนปาลในปัจจุบัน คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระธรรมเทศนา และปรินิพพาน รวมถึงนำพระพุทธรูปที่พบในพระธาตุเจดีย์องค์เก่ามาบรรจุไว้ในองค์พระธาตุ ด้วยการก่อสร้างพระธาตุเจดีย์องค์ใหม่นี้ แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. …