อำเภอหาดใหญ่: ประวัติ
ชื่อ "หาดใหญ่" นั้นมาจากคำว่า "หาดทรายใหญ่" ปรากฏในเอกสารราชการในฐานะชุมชนที่อยู่ระหว่างเส้นทางการขายไปไทรบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าให้สร้างถนนขึ้นในปี พ.ศ. 2405 และในปี พ.ศ. 2439 ได้มีการจัดตั้ง อำเภอฝ่ายเหนือ หรือ อำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน
สมัยนั้นสถานีชุมทางรถไฟอยู่ที่สถานีรถไฟชุมทางอู่ตะเภา (ด้านเหนือของสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ แต่ปัจจุบันทั้งตัวอาคารสถานีและป้ายสถานีอู่ตะเภาได้ถูกรื้อถอนออกไปหมดแล้ว) เนื่องจากพื้นที่บริเวณสถานีอู่ตะเภาเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมเป็นประจำ ทางการรถไฟจึงได้ย้ายสถานีมาอยู่ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ปัจจุบัน ประชาชนได้ทยอยติดตามมาสร้างบ้านเรือนตามบริเวณสถานีนั่นเอง ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่ากิจการรถไฟมีบทบาทต่อการขยับขยายและความเจริญก้าวหน้าของนครหาดใหญ่ตลอดมา
ต่อมาได้มีผู้เห็นการณ์ไกลว่า บริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่นี้ต่อไปภายหน้าจะต้องเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน จึงได้มีการจับจองและซื้อที่ดินแปลงใหญ่จากราษฏรพื้นบ้าน บุคคลที่ครอบครองแผ่นดินผืนใหญ่ ๆ อาทิ นายเจียกีซี (ต่อมาได้รับพระราชทานนามเป็นขุนนิพัทธ์จีนนคร) คุณพระเสน่หามนตรี นายซีกิมหยง และพระยาอรรถกระวีสุนทร ทั้ง 4 ท่านนี้นับว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่นครหาดใหญ่อย่างยิ่ง ได้ตัดถนนสร้างอาคารบ้านเรือนให้ราษฏรเช่า ตัดที่ดินแบ่งขาย เงินที่ได้ก็นำไปตัดถนนสายใหม่ต่อไป ทำให้ท้องถิ่นรุดหน้าอย่างอัศจรรย์
ชุมชนหาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทางราชการต้องยกฐานะให้บ้านหาดใหญ่เป็นอำเภอ มีชื่อว่า อำเภอเหนือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอเหนือเป็น อำเภอหาดใหญ่
ต่อมาอำเภอหาดใหญ่มีอาณาเขตกว้างขวาง ทำให้ส่วนราชการไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงมีการจัดตั้งและยกฐานะอำเภอใหม่ขึ้น 3 อำเภอ ตามลำดับ ดังนี้
อำเภอนาหม่อม จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2524 และยกฐานะขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2537
อำเภอบางกล่ำ จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2529 และยกฐานะขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2538
อำเภอคลองหอยโข่ง จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2535 และยกฐานะขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2540
ในปี พ.ศ. 2543 เกิดอุทกภัยระหว่างวันที่ 21–23 พฤศจิกายน เกิดจากฝนตกในเขตทิวเขาสันกาลาคีรี และการระบายน้ำเกดิช้าเนื่องจากคูคลองตื้นเขินและมีแนวคันกีดขวางทางเดินของน้ำ ทำให้น้ำท่วมสูงในตัวเมืองชั้นใน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 10,000 ล้านบาท ตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 35 คน แต่ข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการระบุว่าอาจสูงกว่า 233 คน ซึ่งยังไม่นับรวมชาวต่างประเทศ แต่จากเหตุการณ์ดังกล่าว ถึงแม้กรมชลประทานได้รับมอบหมายให้จัดทำโครงการบรรเทาอุทกภัยฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 5 สาย ซึ่งคลองระบายน้ำหลักคือคลอง ร.1 (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นคลองภูมินาถดำริ) แต่สุดท้ายก็ยังเกิดอุทกภัยขึ้นอีก 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2548 และปี พ.ศ. 2568